จัดทำบทความโดย นายธนศักดิ์ ตรีกูล เลขทะเบียน 4902100352
กสิกรไทยคาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าแกว่งตัวลงต่อ
วันที่ 30 มกราคม 2553
บล.กสิกรไทย และศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีโอกาสแกว่งตัวลงต่อเนื่อง จากแรงกดดันทางการเมืองและความคืบหน้ากรณีมาบตาพุด
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (25-29 ม.ค.) ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 696.55 จุด ปรับตัวลดลงร้อยละ 2.46 จาก 714.10 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และร้อยละ 5.17 จาก 734.54 จุด ณ สิ้นปี 2552 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์ลดลงร้อยละ 13.97 จาก 98,358.04 ล้านบาท
ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 84,620.35 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงจาก 19,671.61 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 16,924.07 ล้านบาท
โดยนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิที่ 3,287.73 ล้านบาท 2,343.38 ล้านบาท และ 873.66 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิที่ 6,504.79 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดที่ 210.06 จุด ปรับตัวลงร้อยละ 4.47 จาก 219.88 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และร้อยละ 2.43 จาก 215.30 จุด ณ สิ้นปีก่อน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยลดช่วงติดลบลงในวันศุกร์หลังดิ่งตัวติดต่อกัน 4 วันทำการก่อนหน้า ในวันจันทร์และวันอังคาร ดัชนีหุ้นไทยปิดร่วงลงแรงอย่างต่อเนื่อง จากแรงขายนำโดยหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และเทคโนโลยี โดยเป็นการปรับลงแรงตามการปรับฐานของตลาดหุ้นในภูมิภาค ตลอดจนราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าที่อ่อนตัวลง
นอกจากนี้ ปัจจัยการเมืองในประเทศก็มีส่วนกดดันตลาด หลังพรรคประชาธิปัตย์มีมติไม่เข้าร่วมยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 รวมทั้งมีแรงขายทางเทคนิคเกิดขึ้นด้วย ต่อมาในวันพุธและวันพฤหัสบดี ดัชนีหุ้นไทยยังคงปิดลบต่อเนื่อง และดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 เดือน
ทั้งนี้ ดัชนี SET หลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 700 จุดในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงขายหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ออกมา นำโดยกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ ดัชนีหุ้นไทยปิดบวกตามแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน และธนาคาร ตามด้วยแรงซื้อหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ปิโตรเคมี เทคโนโลยี และธุรกิจการเกษตร สวนทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยอาจเป็นการปรับตัวทางเทคนิค หลังจากที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในเขตขายมากเกินไป (Oversold)
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (1-5 ก.พ.) บล.และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแกว่งตัวลงต่อเนื่อง โดยมีแรงกดดันจากปัจจัยในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและความคืบหน้ากรณีมาบตาพุด
ขณะที่ต้องติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนม.ค.2553 โดยกระทรวงพาณิชย์ รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4/2552 รวมถึงการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย
ส่วนปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ การปรับตัวของตลาดหุ้นภูมิภาค การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญโดยเฉพาะของสหรัฐและจีน
ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 670-660 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 700 และ 707 จุด ตามลำดับ
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20100130/98064/กสิกรไทยคาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าแกว่งตัวลงต่อ.html
คำถาม
1.บล.กสิกรไทย และ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้คาดดัชนีหุ้นไทยมีโอกาศแกว่งตัวลงต่อเนื่องเกิดจากสาเหตุใด
2.ดัชนีหุ้นไทยปิดร่วงลงแรงอย่างต่อเนื่อง จากแรงขายนำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานใดบ้าง
3.บล.กสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ดัชนีแนวรับและแนวต้านอยู่ที่ ณ จุดใด
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ก.เกษตรลุยยางล้านไร่เฟสสอง
จัดทำโดย นางสาวศิริทิพย์ ขำเจริญ เลขทะเบียน 4902100077
ก.เกษตรลุยยางล้านไร่เฟสสอง
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010
กระทรวงเกษตรฯลุยเดี่ยวโครงการยางล้านไร่เฟสสอง สกย.เป็นแม่งานหลักจัดหากล้ายางให้เกษตรเอง ไม่เปิดประมูลซื้อจากภาคเอกชนผวา ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเฟสแรก หวั่นครม.อนุมัติช้ากระทบแผนปีแรก 1.5 แสนไร่ไม่เข้าเป้า เพราะหากเลยหน้าฝนนำกล้ายางลงปลูกอาจเสียหายได้
นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราเพื่อเสริมสร้างรายได้เกษตรกร (โครงการส่งเสริมปลูกยาง 1 ล้านไร่ ระยะที่ 2 ปี 2553-2555) ขณะนี้คณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบในหลักการดำเนินการแล้ว และได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)เป็นผู้จัดทำรายละเอียดโครงการทั้งหมด เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบต่อไป
นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสกย. กล่าวว่าประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ สกย.จะเสนอรายละเอียดโครงการส่งเสริมปลูกยางปี 2553-2555 ให้คณะกรรมการสกย.พิจารณา หลังจากนั้นเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเข้าสู่ที่ประชุมครม.เพื่อเห็นชอบและอนุมัติงบดำเนินการต่อไป
สำหรับหลักการโครงการส่งเสริมปลูกยาง 1 ล้านไร่ ปี 2553-2555 จะครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางบางส่วน ปี 2553 เป้าหมายส่งเสริมปลูก 150,000 ไร่ ปี 2554 เป้าหมาย 450,000 ไร่ ปี 2555 เป้าหมาย 400,000 ไร่ โดยเกษตรกร 1 ราย จะได้รับส่งเสริมประมาณ 2-15 ไร่ งบประมาณดำเนินการที่เสนอขอ 2,040 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าพันธุ์ยาง 1,620 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายอบรมเกษตรกร 200 ล้านบาท และค่าบริหารงานของสกย. 220 ล้านบาท ส่วนวิธีการจัดหาพันธุ์ยางหรือต้นกล้ายางให้กับเกษตรกร จะใช้วิธีจ่ายคูปองให้เกษตรกรนำไปซื้อกล้ายางเองจากแปลงเพาะพันธุ์กล้ายางที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร และเจ้าของแปลงนำคูปองมาเบิกเงินจากสกย.ไม่มีการประมูลซื้อจากภาคเอกชน
ด้านนายพิริยะ เอกวานิช รองผู้อำนวยการสกย. กล่าวว่า หากครม.อนุมัติให้ดำเนินการได้ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก เพราะสามารถมีเวลาเตรียมการติดตาและชำถุงกล้ายางได้อีกประมาณ 3 เดือนคือมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เป็นช่วงฤดูฝนเหมาะสำหรับปลูกต้นยาง หากอนุมัติช้าไปกว่านี้จะไปเจอช่วงหมดหน้าฝนหรือฝนทิ้งช่วงอาจทำให้ต้นกล้ายางได้รับความเสียหายได้
ทั้งนี้ในส่วนการเตรียมความพร้อมของสกย.นั้น ขณะนี้สกย.ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดทั่วประเทศแล้ว ให้สำรวจแปลงเพราะพันธุ์ยางของภาคเอกชนที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร แต่ละจังหวัดมีแปลงเพาะและพันธุ์ยางมากน้อยเพียงใด
ขณะที่นายวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการส่งเสริมปลูกยาง ในส่วนของปี 2553 ไม่น่าจะต้องเลื่อนออกไปจนทำให้ทั้งโครงการล่าช้าออกไปเป็นปี แต่หากครม.อนุมัติช้ามีผลให้การดำเนินการล่าช้า อาจจะดำเนินการได้บางส่วนคือพื้นที่ไหนยังมีฝนตกอยู่ก็จะส่งเสริมปลูกไปก่อน แต่พื้นที่ไหนฝนไม่ตกก็ต้องเลื่อนไปเป็นปีหน้า เพราะฉะนั้นหากช้าจริงพื้นที่ส่งเสริมอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายมากกว่า
อนึ่ง รัฐบาลมีโครงการส่งเสริมปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ ระยะที่1 (ปี 2547-2549) สมัยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยโครงการเฟสแรกใช้วิธีจัดหากล้ายางให้กับเกษตรกร โดยประมูลให้เอกชนเป็นผู้จัดหา เอกชนที่ได้รับคัดเลือกคือบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ โครงการได้รับการตั้งข้อสังเกตว่าไม่โปร่งใส กระทั่งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)ยื่นฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน นักการเมือง ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยกฟ้องจำเลยโครงการนี้ทั้งหมด
หลังจากที่นายศุภชัย โพธิ์สุ กลุ่มเพื่อนเนวินเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อกลางปี 2552 ได้เสนอโครงการยางระยะที่ 2 (ปี 2553-2555) ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติเรียบแล้วแล้ว อยู่ในขั้นตอนนำเสนอครม.เห็นชอบต่อไป
ที่มา : http://www.thannews.th.com/index.php?
คำถาม
1. สำหรับหลักการโครงการส่งเสริมปลูกยาง 1 ล้านไร่ ปี 2553-2555 ครอบคลุมพื้นที่ภาคใดบ้าง
2. วิธีการจัดหาพันธุ์ยางหรือต้นกล้ายางให้กับเกษตรกรใช้วิธีใด
3. ช่วงเวลาที่เหมาะสมให้ดำเนินการเกิดขึ้นภายในเดือนใด
ก.เกษตรลุยยางล้านไร่เฟสสอง
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010
กระทรวงเกษตรฯลุยเดี่ยวโครงการยางล้านไร่เฟสสอง สกย.เป็นแม่งานหลักจัดหากล้ายางให้เกษตรเอง ไม่เปิดประมูลซื้อจากภาคเอกชนผวา ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเฟสแรก หวั่นครม.อนุมัติช้ากระทบแผนปีแรก 1.5 แสนไร่ไม่เข้าเป้า เพราะหากเลยหน้าฝนนำกล้ายางลงปลูกอาจเสียหายได้
นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราเพื่อเสริมสร้างรายได้เกษตรกร (โครงการส่งเสริมปลูกยาง 1 ล้านไร่ ระยะที่ 2 ปี 2553-2555) ขณะนี้คณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบในหลักการดำเนินการแล้ว และได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)เป็นผู้จัดทำรายละเอียดโครงการทั้งหมด เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบต่อไป
นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสกย. กล่าวว่าประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ สกย.จะเสนอรายละเอียดโครงการส่งเสริมปลูกยางปี 2553-2555 ให้คณะกรรมการสกย.พิจารณา หลังจากนั้นเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเข้าสู่ที่ประชุมครม.เพื่อเห็นชอบและอนุมัติงบดำเนินการต่อไป
สำหรับหลักการโครงการส่งเสริมปลูกยาง 1 ล้านไร่ ปี 2553-2555 จะครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางบางส่วน ปี 2553 เป้าหมายส่งเสริมปลูก 150,000 ไร่ ปี 2554 เป้าหมาย 450,000 ไร่ ปี 2555 เป้าหมาย 400,000 ไร่ โดยเกษตรกร 1 ราย จะได้รับส่งเสริมประมาณ 2-15 ไร่ งบประมาณดำเนินการที่เสนอขอ 2,040 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าพันธุ์ยาง 1,620 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายอบรมเกษตรกร 200 ล้านบาท และค่าบริหารงานของสกย. 220 ล้านบาท ส่วนวิธีการจัดหาพันธุ์ยางหรือต้นกล้ายางให้กับเกษตรกร จะใช้วิธีจ่ายคูปองให้เกษตรกรนำไปซื้อกล้ายางเองจากแปลงเพาะพันธุ์กล้ายางที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร และเจ้าของแปลงนำคูปองมาเบิกเงินจากสกย.ไม่มีการประมูลซื้อจากภาคเอกชน
ด้านนายพิริยะ เอกวานิช รองผู้อำนวยการสกย. กล่าวว่า หากครม.อนุมัติให้ดำเนินการได้ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก เพราะสามารถมีเวลาเตรียมการติดตาและชำถุงกล้ายางได้อีกประมาณ 3 เดือนคือมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เป็นช่วงฤดูฝนเหมาะสำหรับปลูกต้นยาง หากอนุมัติช้าไปกว่านี้จะไปเจอช่วงหมดหน้าฝนหรือฝนทิ้งช่วงอาจทำให้ต้นกล้ายางได้รับความเสียหายได้
ทั้งนี้ในส่วนการเตรียมความพร้อมของสกย.นั้น ขณะนี้สกย.ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดทั่วประเทศแล้ว ให้สำรวจแปลงเพราะพันธุ์ยางของภาคเอกชนที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร แต่ละจังหวัดมีแปลงเพาะและพันธุ์ยางมากน้อยเพียงใด
ขณะที่นายวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการส่งเสริมปลูกยาง ในส่วนของปี 2553 ไม่น่าจะต้องเลื่อนออกไปจนทำให้ทั้งโครงการล่าช้าออกไปเป็นปี แต่หากครม.อนุมัติช้ามีผลให้การดำเนินการล่าช้า อาจจะดำเนินการได้บางส่วนคือพื้นที่ไหนยังมีฝนตกอยู่ก็จะส่งเสริมปลูกไปก่อน แต่พื้นที่ไหนฝนไม่ตกก็ต้องเลื่อนไปเป็นปีหน้า เพราะฉะนั้นหากช้าจริงพื้นที่ส่งเสริมอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายมากกว่า
อนึ่ง รัฐบาลมีโครงการส่งเสริมปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ ระยะที่1 (ปี 2547-2549) สมัยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยโครงการเฟสแรกใช้วิธีจัดหากล้ายางให้กับเกษตรกร โดยประมูลให้เอกชนเป็นผู้จัดหา เอกชนที่ได้รับคัดเลือกคือบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ โครงการได้รับการตั้งข้อสังเกตว่าไม่โปร่งใส กระทั่งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)ยื่นฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน นักการเมือง ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยกฟ้องจำเลยโครงการนี้ทั้งหมด
หลังจากที่นายศุภชัย โพธิ์สุ กลุ่มเพื่อนเนวินเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อกลางปี 2552 ได้เสนอโครงการยางระยะที่ 2 (ปี 2553-2555) ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติเรียบแล้วแล้ว อยู่ในขั้นตอนนำเสนอครม.เห็นชอบต่อไป
ที่มา : http://www.thannews.th.com/index.php?
คำถาม
1. สำหรับหลักการโครงการส่งเสริมปลูกยาง 1 ล้านไร่ ปี 2553-2555 ครอบคลุมพื้นที่ภาคใดบ้าง
2. วิธีการจัดหาพันธุ์ยางหรือต้นกล้ายางให้กับเกษตรกรใช้วิธีใด
3. ช่วงเวลาที่เหมาะสมให้ดำเนินการเกิดขึ้นภายในเดือนใด
ทองแดงพุ่งแตะ7,400ดอลล์/ตัน
จัดทำโดย นางสาวณัฐนิตย์ ถิ่นถาวร เลขทะเบียน 4902100070
ทองแดงพุ่งแตะ7,400ดอลล์/ตัน
วันอังคารที่ 26 มกราคม 2010
ราคาทองแดงพุ่ง ผู้ใช้โอดต้องพึ่งนำเข้า100% "กุลธร เคอร์บี้" ชี้เป็นต้นทุนหลักสัดส่วน 15-20% ผู้ผลิตสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ มอเตอร์ไฟฟ้า หม้อแปลง และคอมเพรสเซอร์เรียงหน้ากระทบ วงการเผยมี 4 สาเหตุทำราคาพุ่ง ลุ้นไตรมาส 2 ราคาจะแผ่วลง
นายสุรพร สิมะกุลธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศและสำหรับตู้เย็น เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์ราคาทองแดงในขณะนี้ว่า ราคาพุ่งขึ้นสูงมากโดยราคายืนอยู่ที่ประมาณ 7,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน เปรียบเทียบกับราคาเมื่อช่วงเดียวกันเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2552 อยู่ที่ 3,220 -3,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน(ดูตาราง) ซึ่งปัจจุบันทองแดงถือเป็นต้นทุนหลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วน15-20% โดยบริษัทต้องนำเข้ามาสำหรับการผลิตคอมเพรสเซอร์ ในขณะที่กลุ่มผู้ใช้ทองแดงและพึ่งพาการนำเข้ายังกระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบในการบริหารต้นทุนเหมือนกัน เช่น กลุ่มผู้ผลิตสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ มอเตอร์ไฟฟ้า หม้อแปลง และคอมเพรสเซอร์ เป็นต้น โดยประเทศไทยจะต้องนำเข้าทองแดงมาจากต่างประเทศรวมทั้งสิ้นประมาณ 200,000 ตัน/ปี โดยทองแดงที่นำเข้ามาจะมี 2 แบบคือ 1. เป็นทองแดงแผ่น หรือคอปเปอร์ คาโธด 2. ทองแดงเส้น หรือคอปเปอร์ ร็อด(COPPER ROD)
ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นรายใหญ่อันดับ 2 รองจากจีน และในประเทศไทยมีผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์กว่า 10 บริษัท ทั้งกลุ่มทุนไทย ญี่ปุ่น เกาหลี และอเมริกา ในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับตู้เย็น 3 บริษัท คือบริษัท กุลธร เคอร์บี้ฯ บริษัท กุลธรพรีเมียร์ฯ และบริษัท ฮิตาชิคอมเพรสเซอร์ฯ และอีกเกือบรายเป็นผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศ เช่น บริษัท กุลธร เคอร์บี้ฯ, บริษัท อุตสาหกรรมคอมเพรสเซอร์ไทยฯ หรือ THACOM, บริษัท มิตซูบิชิ อิเล็กทริกฯ, ไดกิ้นอินดัสตรี้, ไดกิ้นคอมเพรสเซอร์ เป็นต้น ทำให้มีการนำเข้าทองแดง/ปีจำนวนมาก
"ในประเทศไทยมีการผลิตเครื่องปรับอากาศขาย/ปีจำนวน700,000-800,000 เครื่อง และในปี 2553 นี้จะเพิ่มเป็น 1 ล้านเครื่อง เพราะไม่มีภาษีสรรพสามิต 15% แล้วทำให้ราคาถูกลง เช่นเดียวกับการเปิดตลาดอาฟต้าที่จะทำให้กลายเป็นตลาดเดียว และมีขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้น จึงทำให้ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับแอร์และตู้เย็นขยายตัวตาม โดยที่ผ่านมาบริษัทและบริษัทในเครือจะมีการส่งออกคอมเพรสเซอร์ชนิดต่างๆไปยังต่างประเทศในสัดส่วน 70% เน้นตลาดอาเซียน มิดเดิลอีสต์และจีน เป็นหลัก และในปีนี้จะมองตลาดใหม่อย่างรัสเซียมากขึ้น"
ทั้งนี้บริษัท กุลธรเคอร์บี้ฯ และบริษัทในเครือจะมีกำลังผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศรวมกันจำนวน 2.2 ล้านตัน(กุลธรเคอร์บี้ระบบลูกสูบจำนวน 1.2 ล้านยูนิต และ THACOMผลิตระบบโรตารี จำนวน 1 ล้านยูนิต) ส่วนคอมเพรสเซอร์สำหรับตู้เย็นกุลธรเคอร์บี้มีกำลังผลิต 4 ล้านยูนิต และบริษัทกุลธร พรีเมียร์ฯ มีกำลังผลิต 4 ล้านยูนิต
"เราต้องผลิตส่งออกมากเพราะตลาดในประเทศมีความต้องการใช้คอมเพรสเซอร์สำหรับตู้เย็น ตู้แช่เพียง 1.5 ล้านยูนิต/ปี และส่งออก 6.5 ยูนิต/ปี"
นายอธิคม ทองน้ำตะโก รองประธานบริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด ผู้ผลิตสายไฟฟ้ากล่าวถึงสาเหตุที่ราคาทองแดงที่สูงขึ้นในขณะนี้ว่าขึ้นอยู่กับ 4 สาเหตุหลักคือ 1. กำลังการผลิตและการการบริโภคที่ไม่สมดุลกัน เพราะปริมาณการผลิตทองแดงมีน้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว 2. ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี 3. เมื่อปี 2552 มีสต๊อกทองแดงที่เหลืออยู่ในตลาดลอนดอน 200,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อย จึงดันให้ราคาทองแดงสูงขึ้น 4. มีการเก็งกำไรในตลาดโลกโดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีนที่รัฐบาลมีการอัดฉีดเศรษฐกิจ ทำให้ภาคเอกชนในจีนหันมาเก็งกำไรทองแดง บวกกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงมาจึงทำให้ราคาทองแดงสูงขึ้น"
"ขณะนี้คาดการณ์ว่าราคาทองแดงน่าจะเริ่มอ่อนตัวลงในไตรมาสสองปีนี้เพราะจีนเริ่มมีการเก็งกำไรน้อยลง และสต๊อกทองแดงในตลาดลอนดอนเริ่มมีมากขึ้นถึง 500,000 ตัน แล้วในขณะนี้"
ที่มา : http://www.thannews.th.com/index.php?
คำถาม
1. ประเทศไทยจะต้องนำเข้าทองแดงจากต่างประเทศ โดยทองแดงที่นำเข้ามามีกี่แบบ อะไรบ้าง
2. ปัจจุบันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศและ ตู้เย็นรายใหญ่เป็นอันดับที่เท่าไร และรองจากประเทศอะไร
3. สาเหตุที่ราคาทองแดงสูงขึ้นในขณะนี้ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
ทองแดงพุ่งแตะ7,400ดอลล์/ตัน
วันอังคารที่ 26 มกราคม 2010
ราคาทองแดงพุ่ง ผู้ใช้โอดต้องพึ่งนำเข้า100% "กุลธร เคอร์บี้" ชี้เป็นต้นทุนหลักสัดส่วน 15-20% ผู้ผลิตสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ มอเตอร์ไฟฟ้า หม้อแปลง และคอมเพรสเซอร์เรียงหน้ากระทบ วงการเผยมี 4 สาเหตุทำราคาพุ่ง ลุ้นไตรมาส 2 ราคาจะแผ่วลง
นายสุรพร สิมะกุลธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศและสำหรับตู้เย็น เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์ราคาทองแดงในขณะนี้ว่า ราคาพุ่งขึ้นสูงมากโดยราคายืนอยู่ที่ประมาณ 7,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน เปรียบเทียบกับราคาเมื่อช่วงเดียวกันเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2552 อยู่ที่ 3,220 -3,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน(ดูตาราง) ซึ่งปัจจุบันทองแดงถือเป็นต้นทุนหลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วน15-20% โดยบริษัทต้องนำเข้ามาสำหรับการผลิตคอมเพรสเซอร์ ในขณะที่กลุ่มผู้ใช้ทองแดงและพึ่งพาการนำเข้ายังกระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบในการบริหารต้นทุนเหมือนกัน เช่น กลุ่มผู้ผลิตสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ มอเตอร์ไฟฟ้า หม้อแปลง และคอมเพรสเซอร์ เป็นต้น โดยประเทศไทยจะต้องนำเข้าทองแดงมาจากต่างประเทศรวมทั้งสิ้นประมาณ 200,000 ตัน/ปี โดยทองแดงที่นำเข้ามาจะมี 2 แบบคือ 1. เป็นทองแดงแผ่น หรือคอปเปอร์ คาโธด 2. ทองแดงเส้น หรือคอปเปอร์ ร็อด(COPPER ROD)
ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นรายใหญ่อันดับ 2 รองจากจีน และในประเทศไทยมีผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์กว่า 10 บริษัท ทั้งกลุ่มทุนไทย ญี่ปุ่น เกาหลี และอเมริกา ในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับตู้เย็น 3 บริษัท คือบริษัท กุลธร เคอร์บี้ฯ บริษัท กุลธรพรีเมียร์ฯ และบริษัท ฮิตาชิคอมเพรสเซอร์ฯ และอีกเกือบรายเป็นผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศ เช่น บริษัท กุลธร เคอร์บี้ฯ, บริษัท อุตสาหกรรมคอมเพรสเซอร์ไทยฯ หรือ THACOM, บริษัท มิตซูบิชิ อิเล็กทริกฯ, ไดกิ้นอินดัสตรี้, ไดกิ้นคอมเพรสเซอร์ เป็นต้น ทำให้มีการนำเข้าทองแดง/ปีจำนวนมาก
"ในประเทศไทยมีการผลิตเครื่องปรับอากาศขาย/ปีจำนวน700,000-800,000 เครื่อง และในปี 2553 นี้จะเพิ่มเป็น 1 ล้านเครื่อง เพราะไม่มีภาษีสรรพสามิต 15% แล้วทำให้ราคาถูกลง เช่นเดียวกับการเปิดตลาดอาฟต้าที่จะทำให้กลายเป็นตลาดเดียว และมีขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้น จึงทำให้ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับแอร์และตู้เย็นขยายตัวตาม โดยที่ผ่านมาบริษัทและบริษัทในเครือจะมีการส่งออกคอมเพรสเซอร์ชนิดต่างๆไปยังต่างประเทศในสัดส่วน 70% เน้นตลาดอาเซียน มิดเดิลอีสต์และจีน เป็นหลัก และในปีนี้จะมองตลาดใหม่อย่างรัสเซียมากขึ้น"
ทั้งนี้บริษัท กุลธรเคอร์บี้ฯ และบริษัทในเครือจะมีกำลังผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศรวมกันจำนวน 2.2 ล้านตัน(กุลธรเคอร์บี้ระบบลูกสูบจำนวน 1.2 ล้านยูนิต และ THACOMผลิตระบบโรตารี จำนวน 1 ล้านยูนิต) ส่วนคอมเพรสเซอร์สำหรับตู้เย็นกุลธรเคอร์บี้มีกำลังผลิต 4 ล้านยูนิต และบริษัทกุลธร พรีเมียร์ฯ มีกำลังผลิต 4 ล้านยูนิต
"เราต้องผลิตส่งออกมากเพราะตลาดในประเทศมีความต้องการใช้คอมเพรสเซอร์สำหรับตู้เย็น ตู้แช่เพียง 1.5 ล้านยูนิต/ปี และส่งออก 6.5 ยูนิต/ปี"
นายอธิคม ทองน้ำตะโก รองประธานบริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด ผู้ผลิตสายไฟฟ้ากล่าวถึงสาเหตุที่ราคาทองแดงที่สูงขึ้นในขณะนี้ว่าขึ้นอยู่กับ 4 สาเหตุหลักคือ 1. กำลังการผลิตและการการบริโภคที่ไม่สมดุลกัน เพราะปริมาณการผลิตทองแดงมีน้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว 2. ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี 3. เมื่อปี 2552 มีสต๊อกทองแดงที่เหลืออยู่ในตลาดลอนดอน 200,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อย จึงดันให้ราคาทองแดงสูงขึ้น 4. มีการเก็งกำไรในตลาดโลกโดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีนที่รัฐบาลมีการอัดฉีดเศรษฐกิจ ทำให้ภาคเอกชนในจีนหันมาเก็งกำไรทองแดง บวกกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงมาจึงทำให้ราคาทองแดงสูงขึ้น"
"ขณะนี้คาดการณ์ว่าราคาทองแดงน่าจะเริ่มอ่อนตัวลงในไตรมาสสองปีนี้เพราะจีนเริ่มมีการเก็งกำไรน้อยลง และสต๊อกทองแดงในตลาดลอนดอนเริ่มมีมากขึ้นถึง 500,000 ตัน แล้วในขณะนี้"
ที่มา : http://www.thannews.th.com/index.php?
คำถาม
1. ประเทศไทยจะต้องนำเข้าทองแดงจากต่างประเทศ โดยทองแดงที่นำเข้ามามีกี่แบบ อะไรบ้าง
2. ปัจจุบันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศและ ตู้เย็นรายใหญ่เป็นอันดับที่เท่าไร และรองจากประเทศอะไร
3. สาเหตุที่ราคาทองแดงสูงขึ้นในขณะนี้ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
เปาโลเสริมทัพธุรกิจบริหารร.พ.ศรีสยาม
จัดทำโดย นางสาวจุฑารัตน์ ตายี่คำ เลขทะเบียน 4902100035
เปาโลเสริมทัพธุรกิจบริหารร.พ.ศรีสยาม
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010
เปาโล เสริมศักยภาพความแข็งแกร่ง ชูภาพธุรกิจเครือข่าย รุกเข้าบริหาร ร.พ.ศรีสยาม พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น เปาโล นวมินทร์ เน้นตลาดพรีเมียม ล่าสุดทุ่มงบ 110 ล้านบาท ปรับโฉมใหม่พร้อมเพิ่มบริการครบวงจร วาดเป้ารายได้เติบโต 20% หรือประมาณ 666 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งเครือเติบโต 30%
นายสิทธิชัย สุขเจริญมิตร กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล นวมินทร์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หลังจากที่ทางเครือเปาโล เมโมเรียลได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านบริหารงานในโรงพยาบาลศรีสยามใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดทางโรงพยาบาลศรีสยามใหม่ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล สาขานวมินทร์ พร้อมปรับโฉมรูปแบบโรงพยาบาลพร้อมบริการใหม่ภายใต้ความเป็นเครือข่ายของเปาโล ซึ่งส่งผลให้เครือเปาโล เมโมเรียลมีความแข็งแกร่งในธุรกิจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการขยายฐานลูกค้า โดยเฉพาะในย่านนวมินทร์และพื้นที่ใกล้เคียง จากเดิมที่มีสาขาหลัก 3 แห่ง ที่พหลโยธิน โชคชัย 4 และสมุทรปราการ
"ที่ผ่านมาเครือเปาโล มีหุ้นอยู่ในโรงพยาบาลศรีสยามใหม่อยู่ประมาณ 10% ดังนั้นในการเข้ามาบริหารงานครั้งนี้ เนื่องจากได้มีการปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้นภายใน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อปรับสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งการที่ทางเครือเปาโลเข้ามาบริหารงานนั้น แนวโน้มการถือหุ้นมากสุดมีความเป็นไปได้สูง ขึ้นอยู่กับการเจรจาที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปในอนาคตอันใกล้"
สำหรับจุดเด่นของสาขานวมินทร์นั้น แต่เดิมที่ยังเป็นโรงพยาบาลศรีสยาม จะมีจุดเด่นในเรื่องของการฉายแสงรังสี โรคหัวใจ และศูนย์แม่และเด็ก ซึ่งทางเครือเปาโล ยังคงเน้นจุดเด่นในเรื่องดังกล่าวเช่นเดิม แต่จะเพิ่มในเรื่องของการบริการ อีกทั้งจะเพิ่มจุดเด่นในเรื่องของศัลยกรรม โรคทางเดินอาหาร โรคกระดูก เข้ามาเสริมศักยภาพการให้บริการด้วย และการเสริมภาพลักษณ์ความเป็นพรีเมียมแบรนด์ โดยจะไม่มีการรับลูกค้าประกันสังคม ซึ่งจากการเพิ่มบริการใหม่เข้ามาในปี 2552 ที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่ามีลูกค้าเริ่มเข้ามาใช้บริการมากขึ้นเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่รู้จักการให้บริการของเครือเปาโลในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างดี และกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มครอบครัวใหม่ที่อยู่ในบริเวณนวมินทร์ มีกำลังซื้อสูง
ขณะที่การลงทุนนั้นในปีนี้จะใช้เงินลงทุนประมาณ 110 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่ได้ลงทุนไปแล้ว 60 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุน 3 ด้าน คือ การปรับปรุงพื้นที่การให้บริการให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น การจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่มีความทันสมัย และงานระบบต่างๆ รวมทั้งเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ในกลุ่มลูกค้า ทางโรงพยาบาลมีแผนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอก ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งบิลบอร์ด โบรชัวร์ ถุงใส่ยา ทั้งนี้จากแผนการรุกตลาดดังกล่าวตั้งเป้ารายได้เติบโตเฉพาะสาขานวมินทร์ไว้ราว 20% หรือจากรายได้รวมในปีก่อน 555 ล้านบาท เพิ่มเป็น 666 ล้านบาท และส่งผลให้รายได้ทั้งเครือเติบโตขึ้นจาก 15% เป็น 30% ขณะที่งบการลงทุนของเครือเปาโลทั้งหมดวางไว้ประมาณ 340 ล้านบาท
ส่วนภาพรวมตลาดโรงพยาบาลในปีนี้ คาดว่าการเติบโตจะดีขึ้น ขณะที่ในปีที่ผ่านมานั้น ทางเครือเปาโลไม่ได้รับผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักจะอยู่ในระดับบีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่ในกลุ่มลูกค้าต่างประเทศนั้นยังเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีการเติบโตราว 20% ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้ามาใช้บริการเกี่ยวกับทางด้านอายุรกรรม ศัลยกรรมและมะเร็ง ซึ่งทางเครือมีแผนการขยายกลุ่มลูกค้ามากขึ้นทั้งในแถบประเทศเพื่อนบ้าน ตะวันออกกลาง
ที่มา : http://www.thannews.th.com/index.php?
คำถาม
1. โรงพยาบาลศรีสยามได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโรงพยาบาลอะไร
2. จุดเด่นของสาขานวมินทร์นั้น มีจุดเด่นในเรื่องอะไร
3. การลงทุนเพิ่มจากปีก่อนได้ลงทุนไปแล้ว 10 ล้าน แบ่งเป็นการลงทุนกี่ด้านอะไรบ้าง
เปาโลเสริมทัพธุรกิจบริหารร.พ.ศรีสยาม
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010
เปาโล เสริมศักยภาพความแข็งแกร่ง ชูภาพธุรกิจเครือข่าย รุกเข้าบริหาร ร.พ.ศรีสยาม พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น เปาโล นวมินทร์ เน้นตลาดพรีเมียม ล่าสุดทุ่มงบ 110 ล้านบาท ปรับโฉมใหม่พร้อมเพิ่มบริการครบวงจร วาดเป้ารายได้เติบโต 20% หรือประมาณ 666 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งเครือเติบโต 30%
นายสิทธิชัย สุขเจริญมิตร กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล นวมินทร์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หลังจากที่ทางเครือเปาโล เมโมเรียลได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านบริหารงานในโรงพยาบาลศรีสยามใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดทางโรงพยาบาลศรีสยามใหม่ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล สาขานวมินทร์ พร้อมปรับโฉมรูปแบบโรงพยาบาลพร้อมบริการใหม่ภายใต้ความเป็นเครือข่ายของเปาโล ซึ่งส่งผลให้เครือเปาโล เมโมเรียลมีความแข็งแกร่งในธุรกิจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการขยายฐานลูกค้า โดยเฉพาะในย่านนวมินทร์และพื้นที่ใกล้เคียง จากเดิมที่มีสาขาหลัก 3 แห่ง ที่พหลโยธิน โชคชัย 4 และสมุทรปราการ
"ที่ผ่านมาเครือเปาโล มีหุ้นอยู่ในโรงพยาบาลศรีสยามใหม่อยู่ประมาณ 10% ดังนั้นในการเข้ามาบริหารงานครั้งนี้ เนื่องจากได้มีการปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้นภายใน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อปรับสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งการที่ทางเครือเปาโลเข้ามาบริหารงานนั้น แนวโน้มการถือหุ้นมากสุดมีความเป็นไปได้สูง ขึ้นอยู่กับการเจรจาที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปในอนาคตอันใกล้"
สำหรับจุดเด่นของสาขานวมินทร์นั้น แต่เดิมที่ยังเป็นโรงพยาบาลศรีสยาม จะมีจุดเด่นในเรื่องของการฉายแสงรังสี โรคหัวใจ และศูนย์แม่และเด็ก ซึ่งทางเครือเปาโล ยังคงเน้นจุดเด่นในเรื่องดังกล่าวเช่นเดิม แต่จะเพิ่มในเรื่องของการบริการ อีกทั้งจะเพิ่มจุดเด่นในเรื่องของศัลยกรรม โรคทางเดินอาหาร โรคกระดูก เข้ามาเสริมศักยภาพการให้บริการด้วย และการเสริมภาพลักษณ์ความเป็นพรีเมียมแบรนด์ โดยจะไม่มีการรับลูกค้าประกันสังคม ซึ่งจากการเพิ่มบริการใหม่เข้ามาในปี 2552 ที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่ามีลูกค้าเริ่มเข้ามาใช้บริการมากขึ้นเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่รู้จักการให้บริการของเครือเปาโลในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างดี และกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มครอบครัวใหม่ที่อยู่ในบริเวณนวมินทร์ มีกำลังซื้อสูง
ขณะที่การลงทุนนั้นในปีนี้จะใช้เงินลงทุนประมาณ 110 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่ได้ลงทุนไปแล้ว 60 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุน 3 ด้าน คือ การปรับปรุงพื้นที่การให้บริการให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น การจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่มีความทันสมัย และงานระบบต่างๆ รวมทั้งเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ในกลุ่มลูกค้า ทางโรงพยาบาลมีแผนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอก ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งบิลบอร์ด โบรชัวร์ ถุงใส่ยา ทั้งนี้จากแผนการรุกตลาดดังกล่าวตั้งเป้ารายได้เติบโตเฉพาะสาขานวมินทร์ไว้ราว 20% หรือจากรายได้รวมในปีก่อน 555 ล้านบาท เพิ่มเป็น 666 ล้านบาท และส่งผลให้รายได้ทั้งเครือเติบโตขึ้นจาก 15% เป็น 30% ขณะที่งบการลงทุนของเครือเปาโลทั้งหมดวางไว้ประมาณ 340 ล้านบาท
ส่วนภาพรวมตลาดโรงพยาบาลในปีนี้ คาดว่าการเติบโตจะดีขึ้น ขณะที่ในปีที่ผ่านมานั้น ทางเครือเปาโลไม่ได้รับผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักจะอยู่ในระดับบีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่ในกลุ่มลูกค้าต่างประเทศนั้นยังเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีการเติบโตราว 20% ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้ามาใช้บริการเกี่ยวกับทางด้านอายุรกรรม ศัลยกรรมและมะเร็ง ซึ่งทางเครือมีแผนการขยายกลุ่มลูกค้ามากขึ้นทั้งในแถบประเทศเพื่อนบ้าน ตะวันออกกลาง
ที่มา : http://www.thannews.th.com/index.php?
คำถาม
1. โรงพยาบาลศรีสยามได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโรงพยาบาลอะไร
2. จุดเด่นของสาขานวมินทร์นั้น มีจุดเด่นในเรื่องอะไร
3. การลงทุนเพิ่มจากปีก่อนได้ลงทุนไปแล้ว 10 ล้าน แบ่งเป็นการลงทุนกี่ด้านอะไรบ้าง
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553
คาดบาทปรับตัวอ่อนค่าลง32.90-33.20บาท/ดอลลาร์
จัดทำบทความโดย นายธนศักดิ์ ตรีกูล เลขทะเบียน 4902100352
วันที่ 30 มกราคม 2553 11:45
คาดบาทปรับตัวอ่อนค่าลง32.90-33.20บาท/ดอลลาร์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ คาดสัปดาห์หน้าคลื่อนไหว 32.90-33.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ยังคงถูกกดดันจากปัจจัยการเมืองภายใน และนโยบายผ่อนคลายเงินทุนไหลออก
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ตลาดเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทในประเทศ (Onshore) รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา(25-29 ม.ค.) ปรับตัวอ่อนค่าลง โดยในวันศุกร์ เงินบาทอ่อนค่ามาปิดตลาดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 33.12 เทียบกับระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 ม.ค.) ส่วนสัปดาห์หน้าคาดเคลื่อนไหว 32.90-33.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงที่ฟื้นกลับคืนมาบางส่วนจากการคาดการณ์ว่า นายเบน เบอร์นันเก้ จะได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นสมัยที่ 2 อย่างไรก็ตาม เงินบาทต้องลดช่วงบวกทั้งหมดลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ หลังจากสัญญาณการคุมเข้มสภาพคล่องของจีน ตลอดจนความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กระตุ้นให้มีแรงเทขายหุ้นและสกุลเงินในภูมิภาคและเงินบาท ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนจากมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ และการส่งสัญญาณยุติมาตรการด้านสภาพคล่องและการซื้อสินทรัพย์ของเฟด นอกจากนี้ เงินบาทยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากปัจจัยการเมืองในประเทศ ตลอดจนคำกล่าวของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า จะมีการผ่อนคลายเกณฑ์ในการดูแลเงินทุนไหลออกในสัปดาห์หน้า
สัปดาห์หน้า (1-5 ก.พ.) คงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังสิ้นเดือน โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังเคลื่อนไหวใกล้เคียงกรอบเดิมอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะสภาพคล่องที่คงจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.90-33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ การผ่อนคลายเกณฑ์ควบคุมเงินทุนไหลออกของ ธปท. ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ม.ค.2553 สัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของ ธปท. และทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค ขณะที่ทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐอาจขึ้นอยู่กับรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2552 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ อาทิ ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้าง รายได้-การบริโภค และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index) เดือน ธ.ค.2552 ดัชนี ISM ภาคการผลิต/ภาคบริการ ตัวเลขตลาดแรงงาน และอัตราการว่างงานเดือน ม.ค.2553 ตลอดจนข้อมูลประสิทธิภาพการผลิต และต้นทุนแรงงานต่อหน่วยประจำไตรมาส 4/2552
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20100130/98062/คาดบาทปรับตัวอ่อนค่าลง32.90-33.20บาท-ดอลลาร์.html
คำถาม
1. ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทปรับตัวอ่อนลง เกิดจากปัจจัยใด
2. สัปดาห์ที่ 1-5 ก.พ. จะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังสิ้นเดือน ได้คาดการณ์ไว้ว่าอย่างไร
3. เงินบาทในประเทศที่อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.90-33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ต้องจับตาได้แก่อะไรบ้าง
วันที่ 30 มกราคม 2553 11:45
คาดบาทปรับตัวอ่อนค่าลง32.90-33.20บาท/ดอลลาร์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ คาดสัปดาห์หน้าคลื่อนไหว 32.90-33.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ยังคงถูกกดดันจากปัจจัยการเมืองภายใน และนโยบายผ่อนคลายเงินทุนไหลออก
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ตลาดเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทในประเทศ (Onshore) รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา(25-29 ม.ค.) ปรับตัวอ่อนค่าลง โดยในวันศุกร์ เงินบาทอ่อนค่ามาปิดตลาดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 33.12 เทียบกับระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 ม.ค.) ส่วนสัปดาห์หน้าคาดเคลื่อนไหว 32.90-33.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงที่ฟื้นกลับคืนมาบางส่วนจากการคาดการณ์ว่า นายเบน เบอร์นันเก้ จะได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นสมัยที่ 2 อย่างไรก็ตาม เงินบาทต้องลดช่วงบวกทั้งหมดลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ หลังจากสัญญาณการคุมเข้มสภาพคล่องของจีน ตลอดจนความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กระตุ้นให้มีแรงเทขายหุ้นและสกุลเงินในภูมิภาคและเงินบาท ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนจากมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ และการส่งสัญญาณยุติมาตรการด้านสภาพคล่องและการซื้อสินทรัพย์ของเฟด นอกจากนี้ เงินบาทยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากปัจจัยการเมืองในประเทศ ตลอดจนคำกล่าวของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า จะมีการผ่อนคลายเกณฑ์ในการดูแลเงินทุนไหลออกในสัปดาห์หน้า
สัปดาห์หน้า (1-5 ก.พ.) คงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังสิ้นเดือน โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังเคลื่อนไหวใกล้เคียงกรอบเดิมอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะสภาพคล่องที่คงจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.90-33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ การผ่อนคลายเกณฑ์ควบคุมเงินทุนไหลออกของ ธปท. ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ม.ค.2553 สัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของ ธปท. และทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค ขณะที่ทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐอาจขึ้นอยู่กับรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2552 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ อาทิ ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้าง รายได้-การบริโภค และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index) เดือน ธ.ค.2552 ดัชนี ISM ภาคการผลิต/ภาคบริการ ตัวเลขตลาดแรงงาน และอัตราการว่างงานเดือน ม.ค.2553 ตลอดจนข้อมูลประสิทธิภาพการผลิต และต้นทุนแรงงานต่อหน่วยประจำไตรมาส 4/2552
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20100130/98062/คาดบาทปรับตัวอ่อนค่าลง32.90-33.20บาท-ดอลลาร์.html
คำถาม
1. ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทปรับตัวอ่อนลง เกิดจากปัจจัยใด
2. สัปดาห์ที่ 1-5 ก.พ. จะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังสิ้นเดือน ได้คาดการณ์ไว้ว่าอย่างไร
3. เงินบาทในประเทศที่อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.90-33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ต้องจับตาได้แก่อะไรบ้าง
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553
ร้านทองเริ่มคึกคนแห่ช้อนซื้อ
จัดทำบทความโดย นางสาวศิริทิพย์ ขำเจริญ เลขทะเบียน 4902100077
ร้านทองเริ่มคึกคนแห่ช้อนซื้อ
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
จิตติ เผยราคาทองคำที่ลดต่ำกว่า 1.8 หมื่นบาท ทำให้คนหันกลับมาซื้อทองคำเพื่อลงทุนอีกครั้ง
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า บรรยากาศการขายทองคำของร้านทองดีขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากราคาทองปรับลดลงมาแรงประมาณ 1,350 บาท ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเริ่มทยอยซื้อทองคำเพื่อลงทุน หลังจากที่ก่อนหน้านี้บรรยากาศร้านขายทองเงียบเหงา
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าราคาทองคำในปีหน้ายังมีแนวโน้มขาขึ้น แต่ราคาในประเทศช่วงต้นปีคงจะไม่ถึง 2 หมื่นบาท ยกเว้นจะมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ เพราะราคาทองคำในปี 2552 ปรับขึ้นเร็วมาก ดังนั้นจึงมีการอ่อนตัวและปรับฐานระยะหนึ่งก่อน
“ราคาทองคำแท่งในไตรมาสแรกคงจะปรับขึ้นไม่ถึง 2 หมื่นบาท โดยอาจจะขึ้นมาทดสอบระดับสูงสุดเดิมที่ 1.92 หมื่นบาทอีกครั้ง หากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ราคาทองจึงจะปรับขึ้นต่อไป” นายจิตติ กล่าว
ทั้งนี้ ล่าสุดราคาทองคำแท่งบาทละ 1.77 หมื่นบาท ส่วนราคาทองรูปพรรณบาทละ 1.81 หมื่นบาท ถือว่าปรับขึ้นเล็กน้อยตามราคาในตลาดฮ่องกง
นายจิตติ กล่าวว่า หลังจากนี้ยังคงต้องรอดูราคาทองคำในตลาดนิวยอร์กว่าจะปรับขึ้นตามตลาดฮ่องกงหรือไม่ เพราะราคาทองคำยังมีความผันผวน กองทุนเก็งกำไรยังมีการเทขายทองคำออกมาเป็นระยะ
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ อาทิ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบสุดท้ายของปีนี้ในวันที่ 15-16 ธ.ค. 2552 จะมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 0-0.25% และอาจต่อเนื่องต่อไปจนถึงกลางปี 2553 เป็นอย่างน้อย เพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้นักลงทุนยังคงโยกเงินเข้าไปเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่อไป
สำหรับราคาทองคำในประเทศไทยนั้นมีปัจจัยเรื่องค่าเงินบาท โดยหาก ค่าเงินบาทยังแข็งค่าที่ 33.15 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ราคาทองคำไม่สูงทะลุ 2 หมื่นบาทแน่
ที่มา : http://www.posttoday.com/finance.
คำถาม
1. ราคาทองคำแท่งบาทละ 1.77 หมื่นบาท และราคาทองรูปพรรณบาทละ 1.81 หมื่นบาท ปรับขึ้นเล็กน้อยตามราคาตลาดใด
2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ คือ
3. ราคาทองคำในประเทศไทยมีปัจจัยเรื่องอะไร
ร้านทองเริ่มคึกคนแห่ช้อนซื้อ
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
จิตติ เผยราคาทองคำที่ลดต่ำกว่า 1.8 หมื่นบาท ทำให้คนหันกลับมาซื้อทองคำเพื่อลงทุนอีกครั้ง
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า บรรยากาศการขายทองคำของร้านทองดีขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากราคาทองปรับลดลงมาแรงประมาณ 1,350 บาท ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเริ่มทยอยซื้อทองคำเพื่อลงทุน หลังจากที่ก่อนหน้านี้บรรยากาศร้านขายทองเงียบเหงา
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าราคาทองคำในปีหน้ายังมีแนวโน้มขาขึ้น แต่ราคาในประเทศช่วงต้นปีคงจะไม่ถึง 2 หมื่นบาท ยกเว้นจะมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ เพราะราคาทองคำในปี 2552 ปรับขึ้นเร็วมาก ดังนั้นจึงมีการอ่อนตัวและปรับฐานระยะหนึ่งก่อน
“ราคาทองคำแท่งในไตรมาสแรกคงจะปรับขึ้นไม่ถึง 2 หมื่นบาท โดยอาจจะขึ้นมาทดสอบระดับสูงสุดเดิมที่ 1.92 หมื่นบาทอีกครั้ง หากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ราคาทองจึงจะปรับขึ้นต่อไป” นายจิตติ กล่าว
ทั้งนี้ ล่าสุดราคาทองคำแท่งบาทละ 1.77 หมื่นบาท ส่วนราคาทองรูปพรรณบาทละ 1.81 หมื่นบาท ถือว่าปรับขึ้นเล็กน้อยตามราคาในตลาดฮ่องกง
นายจิตติ กล่าวว่า หลังจากนี้ยังคงต้องรอดูราคาทองคำในตลาดนิวยอร์กว่าจะปรับขึ้นตามตลาดฮ่องกงหรือไม่ เพราะราคาทองคำยังมีความผันผวน กองทุนเก็งกำไรยังมีการเทขายทองคำออกมาเป็นระยะ
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ อาทิ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบสุดท้ายของปีนี้ในวันที่ 15-16 ธ.ค. 2552 จะมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 0-0.25% และอาจต่อเนื่องต่อไปจนถึงกลางปี 2553 เป็นอย่างน้อย เพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้นักลงทุนยังคงโยกเงินเข้าไปเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่อไป
สำหรับราคาทองคำในประเทศไทยนั้นมีปัจจัยเรื่องค่าเงินบาท โดยหาก ค่าเงินบาทยังแข็งค่าที่ 33.15 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ราคาทองคำไม่สูงทะลุ 2 หมื่นบาทแน่
ที่มา : http://www.posttoday.com/finance.
คำถาม
1. ราคาทองคำแท่งบาทละ 1.77 หมื่นบาท และราคาทองรูปพรรณบาทละ 1.81 หมื่นบาท ปรับขึ้นเล็กน้อยตามราคาตลาดใด
2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ คือ
3. ราคาทองคำในประเทศไทยมีปัจจัยเรื่องอะไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)